บทที่ 9
“พาเขากลับไปที่สำนักด้วย” ไป๋อวิ๋นลี่ออกคำสั่ง ขณะที่ใช้ปลายนิ้วเรียวปัดเศษหิมะผสมดินออกไปให้พ้นจากใบหน้าของบุรุษปริศนาอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้
หึ! เขารูปงามถึงเพียงนี้ ซ้ำยังมานอนหายใจรวยรินใกล้ตายอยู่ข้างถนนอีก หากตายแล้วก็แล้วกันไปเถอะ แต่ถ้าหากเขารอดเล่า นางในฐานะผู้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ย่อมสามารถทวงบุญคุณจากบุรุษรูปงามผู้นี้ได้มากโขเชียวล่ะ
“เหตุ เหตุใดเราจึงต้องนำบุรุษผู้นี้กลับสำนักด้วยล่ะเจ้าคะ”
เจ้าของใบหน้างดงามปานล่มเมืองทำท่าทางครุ่นคิด ก่อนที่รอยยิ้มซุกซนจะปรากฏขึ้นมา
“ข้าเป็นสตรีมีเมตตา”
“ไอหยา! คุณหนูน่ะหรือเจ้าคะมีเมตตา” อาอวี้ถามย้ำ เพราะนางอยากแย้ง
“อาอวี้” อวิ๋นลี่กดเสียงต่ำเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิท ทำให้อีกฝ่ายต้องรีบหุบริมฝีปากฉับลงและกุลีกุจอเข้ามาช่วยพยุงร่างหนาขึ้นจากพื้นหิมะเย็นเฉียบอย่างทุลักทุเล
เจ้าของร่างแบบบางผู้เป็นเจ้าของฉายานางมารแห่งสำนักภูผาโลหิตระบายรอยยิ้มหวานล้ำราวหยดน้ำผึ้งรสเลิศ ก่อนจะเดินนำทางสาวใช้ของนางที่ต้องแบกหามร่างหนาของบุรุษปริศนาเข้าไปยังค่ายกลป่าไผ่แห่งนี้เพียงลำพัง เพราะถึงแม้การฝึกวิชาการต่อของสำนักภูผาโลหิตอาอวี้จะอ่อนหัดเพียงใด แต่ในเรื่องของพละกำลังนั้น บ่าวรับใช้คนสนิทของนางมิได้เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน
อืม… เผลอๆ อาจจะมากกว่าชายฉกรรจ์อกสามศอกบางคนเสียด้วยซ้ำ
“คุณหนูเจ้าคะ”
เมื่อเดินไปได้สักพักใหญ่ๆ อาอวี้จึงเอ่ยเรียกคุณหนูของนางด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก่อนที่จะทิ้งบุรุษปริศนาลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วรีบสาวเท้าเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย
“มีอันใดหรือ”
“เมื่อครู่ข้าจับชีพจรของเขา” คนตาขาวกล่าว
“แล้วอย่างไร”
“มันบางเบาราวกับคนใกล้ตาย และถ้าหากว่าเขาตายขึ้นมา เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ”
คิ้วเรียวสวยราวคันธนูขมวดมุ่นอย่างรู้สึกขัดใจ เพราะนางไม่เข้าใจว่าการตายของเขามันน่าหวาดหวั่นตรงที่ใด หากตายก็จัดการทำพิธีและนำไปเผาทำลายหลักฐานเสียสิ มีเรื่องอันใดให้ต้องกลัวกันเล่า
“ตายก็เผา”
ใบหน้าไร้เดียงสาของสาวใช้ซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ก่อนที่ดวงตาเล็กจะเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนกในคำตอบนั่น “ไอย๊า! ความจริงเสื้อผ้าของเขาก็ดูมีราคา หากตายแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าเกรงว่าสำนักภูผาโลหิตของเราจะถูกทางการตรวจสอบเอานะเจ้าคะ ยิ่งช่วงนี้มีคนพยายามป้ายสีใส่คุณหนูไม่เว้นแต่ละวัน ข้าเกรงว่า…”
เจ้าของร่างอรชรที่ชักทนฟังต่อไปไม่ไหวพรูลมหายใจออกมาทางปากด้วยความเบื่อหน่าย
“นี่ เจ้าฟังข้านะอาอวี้ ข้าไม่ได้เป็นคนทำร้ายเขาเสียหน่อย หากทางการจะเอาผิดข้า ท่านอ๋องหน้าหมานั่นก็อยุติธรรมเต็มที”
อาอวี้เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินคนตรงหน้าเรียกขาน ชินอ๋องหลงรุ่ยชาง ว่า ท่านอ๋องหน้าหมา เต็มสองหู ถ้าหากมีคนของทางการมาได้ยินเข้าล่ะก็ เกรงว่าคุณหนูของนางจะถูกลากไปตัดคอด้วยเครื่องประหารหัวสุนัขเป็นแน่